[One Short]::The Road Home::
posted on 22 Sep 2011 23:19 by daisyincubus in fiction“…ดูเหมือนฉันได้อะไรต่อมิอะไรมาง่ายๆใช่ไหม
แต่ความจริงแล้วชีวิตฉันไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง มันมักมีอุปสรรคที่สร้างรอยแผลไว้ในความทรงจำเสมอ
ทั้งตอนที่ออกจากกวางจูมาโซล ตอนที่ต้องดิ้นรนในฐานะเด็กฝึกหัด
ตอนที่ต้องเก็บของเหลือในโรงอาหารกลับมากินที่ห้องเพราะในกระเป๋าไม่มีเงินสักวอน
ตอนที่เต้นให้พี่ดาน่าแล้วถูกชูนิ้วกลางใส่ ตอนที่ต้องร้องเพลงบนเวทีเล็กๆแทบไม่มีคนดู
แถมยังถูกด่าว่ามีดีแค่หน้าตาแต่ร้องเพลงห่วยไม่ได้เรื่อง
ตอนที่เข้าโรงพยาบาลเพราะดื่มน้ำส้มขวดนั้น
ตอนที่ทะเลาะกับพ่อด้วยเรื่องของเราสองคน
ตอนที่สองมือของฉันไม่สามารถฉุดยึดอะไรไว้ได้สักอย่าง ทั้งที่ใครต่อใครต่างฝากความหวังทั้งหมด
ไว้กับหัวหน้าวงอย่างฉัน หรือแม้กระทั่งตอนนี้...
แจจุง...ฉันไม่ชอบเสียงดังโป้งป้างนั่นเลยให้ตายเถอะ
เสียงของมันน่ารำคาญพอๆกับกลิ่นควันไฟที่ไหม้อยู่ตรงหัวมุมถนนนั่นแหละ
ดีแล้วที่นายไม่ต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ ทั้งร้อน ทั้งเหม็นคาวเลือด มันน่าสะอิดสะเอียน
มิสเตอร์คงบอกว่าอย่าไปสนใจเสียงปืนกับเสียงระเบิดพวกนั้น
เพราะถึงมันจะหนวกหูน่ารำคาญแค่ไหน เสียงพวกนี้แหละที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งของพวกเรา
ถ้าเราผ่านมันไปได้...เส้นทางขากลับของพวกเราจะงดงามและล้ำค่ากว่าตอนขามา
ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่ามิสเตอร์คงหมายถึงอะไร
แจจุงเข้าใจหรือเปล่า…
ตอนนี้มีหลายอย่างที่มันยากเย็นสำหรับฉัน แล้วฉันก็รู้ว่ามันคงยากสำหรับแจจุงด้วยเหมือนกัน
แต่ว่า....ช่วยรอฉันหน่อยได้ไหม
อีกไม่นานหรอก….
รอให้เสียงดังโป้งป้างพวกนี้เงียบลง รอให้ควันไฟสีเทาเหล่านี้ดับมอด
อีกไม่นานน้ำทะเลสีเลือดก็จะกลับมามีสีฟ้าสดใสเหมือนเดิม
พอถึงตอนนั้น แจจุงช่วยเอากลีบกุหลาบสีขาวไปโรยไว้ตรงทางเข้าบ้านของเราหน่อยได้ไหม
กลิ่นหอมและสีขาวบริสุทธิ์ของกุหลาบจะช่วยนำทางฉัน...จะได้ไม่หลงทาง
รอฉันหน่อยนะแจจุง...
รอฉัน...สักวันเราจะได้อยู่ด้วยกันในบ้านของเรา
ตลอดไป…”
ชองยุนโฮ
Xx/xx/2011
F5 Please !!!
:: The Road Home ::
Author : Daisyincubus
Paring : Yunho x Jaejoong
Genre : Drama
:: The Road Home::
รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวช้าๆไปบนพื้นถนนที่มีกุหลาบเรียงรายอยู่เต็มสองฟากก่อนจะจอดลงตรงหน้าบ้านสีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา กลิ่นดินอันแสนสดชื่นลอยอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวก้าวลงจากรถพร้อมด้วยสัมภาระเต็มมือที่เพิ่งขับรถออกไปซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง
“หิวแล้วล่ะสิมันดู” หญิงสาวกลั้วหัวเราะพลางลูบหัวเจ้าไซบีเรียนขนปุยที่วิ่งออกมาต้อนรับทันทีที่มันได้ยินเสียงล้อรถบดถนนอันแสนคุ้นเคย เธอหยิบซุนแดในถุงมาบิออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วยื่นให้เจ้าตัวน้อยเป็นรางวัลก่อนจะเดินนำมันเข้าไปในตัวบ้าน
ข้าวของทั้งหมดถูกวางลงบนโต๊ะหินกลางห้องครัวในขณะที่มันดูยังคงคลอเคลียอยู่บริเวณข้อเท้าของเจ้านายสาวอย่างไม่ลดละ ความพยายามของเจ้าตัวน้อยได้ผลเมื่อซุนแดอีกชิ้นถูกป้อนเข้าไปในปาก หญิงสาวคลี่ยิ้มให้เจ้าตัวเล็กก่อนจะหันไปรูดผ้าม่านสีเบจออกจนชิดขอบหน้าต่าง
แสงสีแดงอมส้มที่สาดส่องเข้ามาเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์กำลังจะผลัดเวรกับพระจันทร์ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า มือเรียวยื่นออกไปจับตรงขอบหน้าต่างหมายจะเปิดออกเพื่อระบายอากาศ แต่สายลมเย็นบาดผิวที่เล็ดลอดเข้ามาในชั่ววินาทีที่หน้าต่างแง้มออกกลับทำให้เจ้าตัวล้มเลิกความตั้งใจไปเสียดื้อๆ
ยิ่งแสงพระอาทิตย์อ่อนแรงลงเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งทวีความเย็นขึ้นเรื่อยๆราวกับธรรมชาติมิได้ใส่ใจว่าเนื้อหนังของมนุษย์จะต้านทานอานุภาพอันรุนแรงของตัวเองได้หรือไม่ ในความเป็นจริงไม่มีมนุษย์คนไหนศรัทธาความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าไปถึงขั้วกระดูก แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่อาจกล่าวโทษสายลมได้อย่างที่ใจคิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สายลมก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยหอบกลิ่นหอมของมวลไม้มากลบกลิ่นฉุนแห่งความตายที่ยังวนเวียนอยู่รอบๆตัวเรา
ร่องรอยจากไฟแห่งการต่อสู้ทำลายล้างยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่โดยทั่ว แม้หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่จนมีสภาพใกล้เคียงกับของเดิม ก็มิอาจล้างกากความทรงจำอันเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในใจของผู้คนได้ ฝันร้ายอันน่าสะพรึงกลัวยังคงตามมาหลอกหลอนทุกครั้งที่พวกเราปิดเปลือกตาลงราวกับเงาของภูติพราย สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด....
ภาพของเปลวไฟสีแดงฉานที่ลุกท่วมเผาไหม้บ้านเรือนจนวอดวายกลายเป็นเถ้าถ่าน หรือเศษซากสิ่งของที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควันสีดำ อานุภาพของระเบิดทีเอ็นทีที่ทำให้ตึกระฟ้าซึ่งใช้เวลาในการสร้างนานนับปีทรุดทลายลงได้ในเวลาชั่วพริบตา เศษกระจกแตกละเอียดกระจายเกลื่อนพื้น คราบเลือดแห้งเกรอะกรังที่ติดอยู่ตามถนนหนทาง ศพทหารที่ถูกคลื่นซัดเกยหาดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งประจานความอัปยศของจิตใจมนุษย์ หรือแม้กระทั่งเสียงร่ำไห้โหยหวนของคนที่พยายามกระเสือกกระสนให้ตัวเองหลุดพ้นจากความตายอย่างน่าเวทนา
บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของสงครามอาจไม่ใช่ลูกปืน รถถัง หรืออาวุธสังหารใดๆทั้งสิ้น แต่มันคือผลลัพธ์อันน่าเศร้าที่มวลมนุษย์ต้องเผชิญหลังจากเสียงระเบิดลูกสุดท้ายสิ้นสุดลงต่างหาก ทั้งความสูญเสีย การพลัดพราก ความสิ้นหวัง ความทรงจำอันโหดร้ายที่จะอยู่ติดตัวไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
สงครามกลางเมืองระหว่างคาบสมุทรเกาหลีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ฝ่ายเหนือตัดสินใจส่งขีปนาวุธพิสัยไกลเป็นของขวัญให้กับฝ่ายใต้หลังจากที่การเจรจาทางการทูตบนแม่น้ำเหลืองล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ด้วยกำลังสนับสนุนทางทหารจากกลุ่มพันธมิตรอันเรืองอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศที่ต่อต้านการใช้นิวเคลียร์ร่วมกันคว่ำบาตร ทำให้โสมแดงที่มีมังกรตัวโตหนุนหลังต้องยอมจำนนและโบกธงขาวให้กับโลกประชาธิปไตยในที่สุด
สงครามแห่งคาบสมุทรเกาหลีกินระยะเวลาเพียงสี่เดือนครึ่ง ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของเกาหลีใต้และความตายของผู้คนร้อยนับพันที่สืบเชื้อสายมาจากรากเหง้าเดียวกัน
พิษของสงครามทำให้บ้านเรือนบนเกาะยอนเปียงอันเป็นจุดเริ่มต้นของการสู้รบราบเป็นหน้ากอง รวมถึงอินชอนและเมืองหลวงอย่างโซลที่อยู่ห่างออกมาเพียงร้อยกิโลเมตรกว่า บางส่วนของโซลกลายเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยซากปรักหักพังอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงกับเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเติบโตเร็วที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง
การบูรณะเพื่อชุบชีวิตโซลให้กลับมาเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาอีกครั้งต้องใช้ระยะเวลาหลายปี ดังนั้นรัฐบาลเกาหลีใต้จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปที่มหานครพูซานเป็นการชั่วคราว ผู้คนที่อาศัยอยู่ในโซลก็อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัดที่ปลอดภัยตั้งแต่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้น
เชวซูยอนเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น แต่เธอกลับปฏิเสธที่จะเดินทางไปอเมริกาพร้อมครอบครัวแล้วมาใช้ชีวิตที่เมืองแห่งความฝันร่วมกับชายหนุ่มอีกคนที่เจอในคลับเมื่อสองปีก่อนแทน ไม่มีชุดเจ้าสาวสีขาว ไม่มีแหวนเพชรเม็ดงามประดับนิ้ว ไม่มีการกล่าวถ้อยคำสาบานศักดิ์สิทธ์ มีเพียงความรู้สึกจากใจล้วนๆที่ผลักดันให้เชวซูยอนละทิ้งทุกอย่างมาทำในสิ่งที่คนรอบข้างต่างมองว่าโง่เขลาคล้ายกับคนที่ยอมดื่มน้ำทั้งที่รู้ว่าในแก้วมียาพิษ
ซูยอนหย่อนชิ้นมันฝรั่งที่ปลอกเปลือกเรียบร้อยแล้วลงในหม้อซุปทีละชิ้นสลับกับเหลือบมองแผ่นหลังบอบบางของใครคนนั้นผ่านทางหน้าต่างห้องครัว แววตาของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความหวังดีเหมือนทุกครั้งแม้อีกฝ่ายอาจไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยก็ตาม
ซูยอนไม่เคยรังเกียจที่จะยิ้มให้กับแผ่นหลังอันแสนเย็นชาของคนตรงหน้า เพราะซูยอนเข้าใจว่าบาดแผลในหัวใจของอีกฝ่ายยังไม่หายสนิท ความโดดเดี่ยวและความอ้างว้างยังคงปลกคลุมอยู่รอบๆตัวราวกับตาข่ายสีดำหนาทึบยากที่จะตัดให้ขาด เช่นเดียวกับปีกสีขาวกลางหลังขาดรุ่งริ่งอ่อนแรงจนยากที่กลับมาโบยบินอย่างสง่างามได้อีกครั้ง
ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่เมฆหมอกแห่งความโศกเศร้าจะสลาย อีกหนึ่งปี สองปี หรือชั่วชีวิต บางทีวันที่ท้องฟ้าสดใสอาจไม่เกิดขึ้นแล้วก็ได้ แม้จะมอบความรักให้มากมายแค่ไหน มันก็ไม่เคยเยียวยาบาดแผลของอีกคนให้ทุเลาเบาบางลงแม้แต่น้อย ยิ่งเวลาผ่านไปซูยอนก็ยิ่งเข้าใจว่าสุดท้ายตัวเธอคงเป็นได้เพียงเงาเลือนลางนอกสายตา ผิดกับใครอีกคนที่เป็นแสงสว่างอันงดงามในหัวใจไม่มีวันเปลี่ยน
“อืม...ใช้ได้ๆ” กลิ่นหอมของกัมจาทังชวนให้น้ำลายสอ เชวซูยอนยิ้มพอใจกับผลงานของตัวเองที่ออกมาดูดีทั้งหน้าตาและรสชาติอย่างที่คาดเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
หากเป็นเมื่อก่อน การจับมีดเข้าครัวถือเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับทายาทนายแบงค์ใหญ่ที่กุมทิศทางของเศรษฐกิจในนิวยอร์คอย่างเชวซูยอน ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะถนัดสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่มากสำหรับคนที่เริ่มจากศูนย์อย่างเธอ ถ้าเป็นอาหารจานโปรดของคนตรงหน้า เชวซูยอนจะพยายามปรุงอย่างสุดความสามารถเสมอ
สำหรับคุณหนูที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่สามารถหาซื้อได้ด้วยเม็ดเงินที่เธอมีกองเท่าภูเขา แต่ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่คังวอนโ ด ซูยอนได้หัดทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตซึ่งมันอาจเป็นเรื่องธรรมดาแสนธรรมดาสำหรับคนทั่วไป ทั้งเรื่องงานบ้าน การทำอาหาร แม้กระทั่งการเลี้ยงกุหลาบ และอีกมากมายสารพัดที่เธอเชื่อว่าสามารถทำให้ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้ากลับมายิ้มจากหัวใจได้อีกครั้ง เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เงินของเธอซื้อไม่ได้ หัวใจต้องซื้อด้วยหัวใจ นี่คือสิ่งสำคัญที่เชวซูยอนเรียนรู้ได้จากความเจ็บปวดตลอดสองปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้วไม่ว่าวงที่มีสองคนหรือวงที่มีสามคน คิมแจจุงไม่ได้ทำอาชีพนักร้องอีกต่อไป เขาผันตัวเองมาเป็นนักแต่งเพลงและทำงานเบื้องหลังให้กับศิลปินอื่นๆ ซึ่งบทเพลงส่วนใหญ่ที่ถูกถ่ายทอดผ่านปลายปากกาของเขามักแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเศร้าและการโหยหาถึงบุคคลอันเป็นที่รัก...บทเพลงที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลั่งน้ำตาให้กับความขื่นขมที่ซ่อนอยู่ในทุกตัวอักษร
ช่วงที่ย้ายมาใหม่ๆคิมแจจุงแทบไม่ทำอะไรเลยนอกจากการนั่งมองทุ่งกุหลาบ ต่อให้แดดร้อนจ้า ต่อให้มีเม็ดฝนโปรยปราย ต่อให้เกล็ดหิมะร่วงหล่น เขาก็จะเอาแต่นั่งอยู่ตรงม้านั่งตัวนั้นไม่ยอมลุกไปไหนราวกับร่างกายถูกตรึงลงกับพื้นดินให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ ดวงตาแดงกล่ำมักทอดมองไปยังปลายทางที่อยู่อีกฟากของเส้นแห่งกาลเวลาพร้อมกับร่องน้ำตาที่ไม่เคยเหือดแห้ง แผ่นหลังบอบบางงุ้มงอคุดคู้ดูน่าสงสารยามเรียกหาใครคนนั้นในความว่างเปล่า...
ไม่มีใครคิดจะห้าม ไม่มีใครคิดจะบอกให้หยุดร้องไห้ เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสภายในหัวใจของแจจุง...เราทุกคนเชื่อว่าเวลาเท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
แต่สุดท้ายพวกเราก็สันนิษฐานผิด ผ่านมาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่การต่อสู้สิ้นสุด หลายคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนตอนที่สงครามยังไม่เริ่มต้น ในขณะที่คิมแจจุงยังคงนั่งอยู่ตรงหน้าทุ่งกุหลาบเหมือนเดิมทุกวันไร้การเปลี่ยนแปลง
ความหมองเศร้าในดวงตาของเจ้าตัวอาจดูเบาบางกว่าเมื่อตอนที่สงครามสงบใหม่ๆ แต่ซูยอนรู้ เช่นเดียวกับที่ทุกคนรู้ว่าน้ำตาของแจจุงยังไม่หยุดไหล หยาดน้ำไร้สีจากหางตาของนางฟ้าปีกหักที่พาให้คนทั้งโลกโศกเศร้า เสียงสะอื้นที่เจ้าตัวพยายามปกปิดกลับแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของสายลมที่พัดผ่าน...
หากมีพรวิเศษที่สามารถทำให้เข็มนาฬิกาเดินย้อนกลับแล้วเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ได้ เราทุกคนก็อยากจะใช้เวทมนต์นั้น ย้อนกลับไปลบความทรงจำอันเลวร้ายให้คิมแจจุงผู้น่าสงสาร เปลี่ยนแปลงความจริงในวันนั้น วันที่โลกทั้งหมดของคิมแจจุงพังทลายล้มครืน…
Flash back
แจจุงดึงหมวกบีนนี่สีเข้มลงมาปิดจนชิดกับต้นคอเมื่อลมที่พัดมาเริ่มทวีความเย็นขึ้นกว่าเก่า มือขาวติดซีดเขี่ยเถ้าบุหรี่ลงกับพื้นปูนตรงขอบตลิ่ง ก้นบุหรี่จำนวนมากที่กองเกลื่อนทำให้เขาต้องถอนหายใจเบาๆอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อพบว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงริมแม่น้ำฮันมาร่วมสองชั่วโมงแล้ว
แจจุงทอดมองผิวน้ำสีครามเข้มที่ค่อยๆไหลเอื่อยไปตามกระแสลม ผิดกับการเคลื่อนไหวของเฮลิคอปเตอร์บนท้องฟ้าที่บินสวนกันไปมาด้วยความเร่งรีบ ประชาชนตาดำๆที่อาศัยอยู่ในโซลถูกรัฐบาลอพยพออกไปต่างจังหวัดแทบทั้งหมดเพื่อปกป้องชีวิตทุกชีวิตจากความสูญเสียที่แม้แต่คนบนฟ้าก็ไม่อาจคาดเดา บนถนนที่เคยมีรถยนต์วิ่งขวักไขว่จึงถูกแทนที่ด้วยฝูงรถถังและกองกำลังทหารที่มีอาวุธครบมือ
ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย แต่การผ่าตัดจากอุบัติเหตุในอดีตก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้คิมแจจุงไม่ได้ถูกส่งตัวไปรบในแนวหน้า ผิดกับหลายคนที่โดนรัฐบาลเรียกตัวให้เอาลมหายใจไปเดิมพันกับศึกครั้งใหญ่ระหว่างสองแผ่นดินที่กำลังจะปะทุขึ้นในอีกไม่ช้า คิมจุนซูและปาร์คยูชอนมีรายชื่ออยู่ในหน่วยนาวิกโยธิน ส่วนชิมชางมินสังกัดอยู่ในกองกำลังพลทหารราบ
แจจุงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเป็นรอบที่ไหร่ก็ไม่รู้แม้แต่ตัวเองยังจำไม่ได้ รูปบนหน้าจอมือถือคือรูปถ่ายของตัวเองกับใครอีกคนเมื่อเจ็ดปีก่อน…รูปแรกที่ถ่ายด้วยกันเพียงสองคนโดยไร้เงาของเพื่อนๆ แจจุงกำลังรอการมาถึงของคนบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างใจจดใจจ่อ ชายหนุ่มผู้สมบูรณ์พร้อมขนาดที่ได้รับเลือกให้ไปตรึงกำลังในจุดอันตรายที่สุดอย่างเกาะยอนเปียง
“เมื่อไหร่จะมานะ” ชายหนุ่มบ่นงึมงำกับตัวเองไปเรื่อยเปื่อยขณะมีสัญญาณสายเข้า รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าในทันใด แจจุงกดรับสายด้วยหัวใจที่สั่นหวิวอย่างประหลาด
“แจจุงอยู่ไหนแล้ว” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“จะอยู่ที่ไหนได้ล่ะ นายนัดฉันที่ไหนฉันก็อยู่ตรงนั้นแหละ แล้วนายอยู่ไหน เมื่อไหร่จะถึงสักทีละยุนโฮ ฉันรอนานจนเหงือกแห้งแล้ว” แจจุงแกล้งบ่นอุบ แก้มใสพองลมอย่างที่ชอบทำพลางเด็ดยอดหญ้ามาโปรยเล่น แค่ได้ยินเสียงยุนโฮก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งคู่แทบไม่ได้พบหน้ากันเลยนับตั้งแต่วันที่ยุนโฮถูกเรียกตัวเข้าไปฝึกในกองทัพ คืนนี้เป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายก่อนที่ยุนโฮต้องเดินทางไปประจำชายฝั่งในอีกสองวันข้างหน้า เช่นเดียวกับแจจุงที่ต้องกลับกงจูเสียทีหลังจากที่อิดออดมาเสียนาน
“แจจุง…”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ว่าไงนะยุนโฮ” แจจุงขานรับ
“ฉันมีเรื่องจะบอก”
“อะไรเหรอ ว่ามาสิ”
“ฟังนะแจจุง...” ยุนโฮเว้นจังหวะ แล้วสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดในสิ่งที่ไม่อยากเอ่ยออกไปเลยสักนิด
“คืนนี้ฉันคงไปเจอแจจุงไม่ได้แล้ว ขอโทษนะ...”ยุนโฮพูดออกมาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด เช่นเดียวคนฟังที่มีสีหน้าเศร้าลงทันทีที่ได้ยินคำบอกของฝ่ายตรงข้าม
“สถานการณ์ตรงชายฝั่งไม่สู้ดี เลยต้องเสริมกำลังอย่างเร่งด่วน” ยุนโฮอธิบายต่อ
“เมื่อกี้มีประกาศทางทีวีเรียกให้พลทหารทุกคนเข้าไปรายงานตัวที่กอง” ร่างสูงเอ่ยอย่างลำบากใจ ชองยุนโฮรู้ว่าตั้งแต่เกิดปัญหาขึ้นในวงของตัวเอง การเจอกับแจจุงไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ แต่สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ เขาเองก็ไม่ได้อยุ่ในสถานะที่เห็นแก่ความสุขส่วนตัวได้ ทุกอย่างมันเลวร้ายเกินกว่าใครจะควบคุม
“รถจะออกจากโซลตอนห้าทุ่ม...ฉันต้องไปคืนนี้เลย”
แจจุงรู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดิ่งลงทันทีที่สิ้นเสียงของอีกฝ่าย หัวใจมันวูบโหวงแปลกๆ มือที่กำโทรศัพท์ไว้เริ่มหมดแรงขึ้นมาดื้อๆ พร้อมกับอาการชาที่เกิดขึ้นภายในอกเมื่อถูกความกลัวบางอย่างเข้าจู่โจมอย่างจัง
“ยุน...” เสียงหวานสะดุดกึกเมื่อก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ แจจุงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กระพริบตาถี่เพื่อไล่หยาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ฉันขอโทษ” ยุนโฮยังย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงที่แจจุงรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็คงลำบากใจไม่ต่างกัน และนั่นทำให้แจจุงไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เสียงสะอื้นดังลอดมาตามสาย แม้เพียงแผ่วเบาแต่ก็บีบรัดหัวใจของคนฟังให้ทรมานอย่างถึงที่สุด
“ขอโทษ...”
ชีวิตคือความไม่แน่นอน มันก็เหมือนกับกล่องของขวัญ ถึงแม้กระดาษที่ห่อด้านนอกจะสวยงามเพียงไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าของที่อยู่ข้างในกล่องจะต้องสวยงามตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ก็คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเปิดกล่องออกมาแล้วเจอแต่ความว่างเปล่าเหมือนกับที่แจจุงกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
“ยุนโฮ...” ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นยามกลืนเสียงสะอื้นลงคอ
“ฉันขอโทษ”
“พอแล้ว...” แจจุงพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติราวกับไม่ได้รู้สึกอะไร
“ไม่ต้องขอโทษหรอกยุนโฮ”
“แต่ว่า..”
“มันช่วยไม่ได้นี่” ร่างบางพูดต่อขณะเอามือกุมหัวใจที่ชาจนเจ็บ
“แจจุง...”
“เอาน่า...ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกสักหน่อย” ดวงตาคู่สวยพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาก่อนที่บทสนทนาระหว่างคนทั้งคู่จะหยุดลง ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เป็นเวลานานหลายนาทีที่ทุกอย่างหยุดการเคลื่อนไหว มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มคิมแจจุงตลอดเวลาที่สรรพสิ่งรอบกายตกอยู่ในความเงียบงัน
“ยังจำเรื่องน้ำเน่าที่เราเคยทำสมัยก่อนได้ไหม” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบ
“ตอนฉันไปถ่ายละครที่ญี่ปุ่นไง...จำได้ไหม” ยุนโฮถามต่อ
คิมแจจุงพยายามประคองโทรศัพท์ในมือที่ใกล้จะหล่นแหล่ไม่หล่นแหล่เพราะเจ้าตัวไร้เรี่ยวแรงที่จะถือ ร่างผอมตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“จำได้สิ”
“มาลองทำกันสีกสักครั้งไหม”
ไม่มีเสียงตอบ แจจุงพยักหน้าหงึกหงักราวกับเด็กน้อยพลางใช้มือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าคมคร้าม แม้ไม่ได้ยืนสบตากันอยู่ตรงหน้า ชองยุนโฮก็รู้ถึงคำตอบที่ซ่อนอยู่ในใจของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
“คิมแจจุง...นายรู้ไหมว่าเราสองคนอยู่ห่างกันกี่กิโล มันคงไกลมากนะเนี่ย มากเสียจนฉันมองไม่เห็นนาย แต่ไม่ต้องห่วง ชองยุนโฮเป็นผู้วิเศษ สามารถเสกอะไรก็ได้ตามที่ใจของแจจุงปรารถนา” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยพรรณนา
“ขอเพียงแค่แจจุงพูดออกมาเท่านั้น...ฉันยินดีจะทำทุกอย่าง” ชองยุนโฮพูดต่อ
““ฉันคิดถึงแจจุง...แล้วแจจุงล่ะคิดถึงฉันหรือเปล่า” อดีตหัวหน้าวงถาม คิมแจจุงกระพริบตาถี่ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“คิดถึงสิ...คิดถึงมาก”
“งั้นพูดออกมาสิว่าคิมแจจุงอยากเจอชองยุนโฮ” ถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นคำสั่งแต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเว้าวอน ชองยุนโฮจำได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ตนต้องเดินทางไปถ่ายละครที่ญี่ปุ่นเพียงลำพัง นั่นเป็นครั้งแรกที่ชองยุนโฮยอมรับกับตัวเองว่าความรู้สึกที่มีให้แจจุงมันเกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทไปแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยุนโฮไม่กล้าพอที่จะบอกความรู้สึกออกไป เขาจึงวัดใจอีกฝ่ายด้วยคำพูดเดียวกับที่กำลังจะพูดออกไปในตอนนี้
“พูดออกมาสิ ถ้าไม่พูดฉันก็ไม่รู้หรอกว่าแจจุงรู้สึกอย่างไร”
รอยยิ้มจางๆผุดขึ้นตรงมุมปากกับถ้อยคำบีบบังคับอันแสนบริสุทธิ์ แจจุกลืนก้อนสะอื้นอีกก้อนก่อนจะส่งผ่านความรู้สึกจากหัวใจออกไปให้หมีตัวโตผู้โง่เขลารับรู้
“ไม่มีวันไหนหรอกที่ฉันไม่อยากเห็นหน้ายุนโฮ” แจจุงเอ่ยอย่างอ่อนโยนท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ที่ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
“คิมแจจุงจงหลับตาลง เราจะทำให้เจ้าสมหวังดังที่ใจเจ้าปรารถนา” ผู้วิเศษเริ่มร่ายพร
“เอามือของเจ้าวางทาบไว้ตรงอกด้านซ้าย” ยุนโฮออกคำสั่งซึ่งคนฟังก็ทำตามอย่างว่าง่าย มือเรียวที่ประดับด้วยแหวนสีเงินยวงทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจของตัวเองช้าๆ
“เห็นหรือยัง..แจจุงเห็นฉันแล้วใช่ไหม”
“ฮึก...เห็น...ฮึก...แล้ว” คนถูกถามตอบพร้อมเสียงสะอื้น
“บอกแล้วไงว่าอยู่ห่างกันแค่ไหนเราก็ยังมองเห็นกันได้ คนสองคนที่รักกันต่างมองกันด้วยหัวใจใช่ไหมล่ะแจจุง” ชองยุนโฮคลี่ยิ้มขณะที่หยดน้ำใสเริ่มเอ่อคลอตา
“ว่าแต่...ไม่เคยเชื่อฟังกันเลยนะคิมแจจุง บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามทำผมสีนี้ นายคิดว่าหน้าขาวๆใสๆของนายมันยังสว่างไม่พออีกเหรอ แค่นี้ก็เด่นจะตายอยู่แล้วไม่รู้หรือไง” ร่างสูงเริ่มอารัมภบท
“แล้วใครบอกให้ยิ้มอย่างนี้ ห้ามๆๆๆๆๆ ขอใช้อภิสิทธิ์การเป็นหัวหน้าวงสั่งห้ามโดยเด็ดขาด เวลาฉันไม่อยู่ห้ามไปยิ้มแบบนี้กับคนอื่นเข้าใจไหม นี่แจจุงฟังอยู่หรือเปล่า” ยุนโฮแกล้งถามเมื่อสิ่งที่หลุดลอดมาทางโทรศัพท์มีเพียงสะอื้นที่ทำให้หัวใจของเขายิ่งเจ็บปวด
“จำเอาไว้ว่าคนที่นายอ้อนได้มีคนเดียว ซึ่งคนนั้นก็คือ...ชองยุนโฮคนนี้ นายห้ามไปทำตัวขี้อ้อนกับใคร แล้วก็อย่าออกไปดื่มบ่อยนัก เวลานายเมาชอบทำตัวดื้อแพ่ง ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นแหละรู้หรือเปล่า แล้วก็กินข้าวให้เยอะๆด้วย นายผอมเกินไปแล้ว ทำตัวดีๆด้วยล่ะ อย่าเอาแต่เล่นนู่นเล่นนี่ นายโตแล้วนะ แล้วก็...แล้วก็อะไรอีกล่ะ...” ยุนโฮหยุดประโยคไว้แค่นั้นขณะพยายามไล่ก้อนสะอื้นลงคอ
“ยุนโฮ” เสียงหวานเรียกแหบพร่า
“ชองยุนโฮขอสัญญาว่า...จะไม่ทำตัวเท่ต่อหน้าคนอื่น จะไม่ใส่ชุดสีดำที่แจจุงโกหกว่ามันเป็นสีที่ไม่เข้ากับฉัน จะกินข้าวให้ตรงเวลา จะไม่ปวดท้อง ฉันจะไม่ทำในสิ่งที่แจจุงไม่ชอบ แล้วฉันก็..ฉันก็” ดวงตาเรียวรีสีแดงกล่ำกระพริบถี่กับสัญญาข้อสุดท้าย
“ฮึก ฮือ”
“ฉัน...จะเป็นอีกครึ่งชีวิตของแจจุงตลอดไป แจจุงจะยอมให้ฉันเป็นครึ่งชีวิตไปจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิตได้ไหม...” เสียงทุ้มกล่าวอย่างสั่นเครือ
“ฮือ..ยุน..”
“รอฉัน...อย่าเพิ่งหันไปรักคนอื่น ฉันอาจจะกลับมาช้าไปสักหน่อยแจจุงก็ต้องรอฉัน เราจะไปคังวอนโดด้วยกัน เอาแทพุง วิค แล้วก็จีจี้ไปด้วย ที่นั่นมีภูเขาลูกใหญ่ๆ มีใบไม้เปลี่ยนสี พอหิมะตก ยอดเขาก็จะขาวโพลนสวยมากเลย แถมยังมีทุ่งกุหลาบสีขาวที่แจจุงชอบด้วยนะ” ชองยุนโฮคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา
“.และที่สำคัญ...ที่นั่นจะมีฉันกับแจจุงตลอดไป….ฉันรักแจจุง....”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่โลกทั้งใบของคิมแจจุงจะกลายเป็นเพียงอากาศที่ว่างเปล่า แจจุงนั่งมองแม่น้ำฮันจนกระทั่งพระอาทิตย์ทอแสงในเช้าวันใหม่ รุ่งอรุณที่ดอกได้แห่งความตายส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนไปทั่วทุกสารทิศ
สุดท้าย สิ่งที่สงครามเหลือทิ้งไว้ให้เหล่ามวลมนุษย์ก็คือความกากความทรงจำอันแสนรวดร้าว บ้านเรือนตามชายฝั่งของเกาะยองเปียงพังราบจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ถนนหนทางถูกคลุมด้วยควันสีเทาหนาทึบจากการทำงานของลูกระเบิดที่เผารถถังทั้งคันให้เหลือแต่ซาก เสียงร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือดังระงมท่ามกลางเสียงห่ากระสุนที่หล่นลงมาราวกับเม็ดฝน หรือร่างไร้ลมหายใจที่นอนเรียงรายอย่างน่าเวทนาบนถนนสีเลือด
แจจุงได้รับข่าวจากน้องๆทั้งสามคนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็เรียกได้ว่าน้อยครั้งมากเมื่อระบบการสื่อสารส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้ มีเพียงเสียงประกาศจากสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งชาติเท่านั้นที่ทำให้ทราบความเป็นไปของแนวหน้า ชายหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการติดตามสถานการณ์ผ่านทางหน้าจออย่างใจจดใจจ่อ ภาพความเสียหายที่สะท้อนผ่านแววตาทำให้หัวใจรวดร้าวลงเรื่อยๆ
ศรัทธาคืออะไร
หน้าตาเป็นแบบไหน
พระผู้เป็นเจ้ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
แจจุงไม่รู้
แจจุงไม่เคยศรัทธาในการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ที่ผ่านมาเขาเชื่อแต่หัวใจตัวเองพอๆกับที่ไม่เชื่อว่าศาสนาจะปกป้องคุ้มครองใครได้ แต่นับจากเช้าวันนั้นที่พระอาทิตย์หม่นแสง เขาได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้า แจจุงรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดีเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอ้อนวอนจากต่อพระองค์ ร้องขอทั้งน้ำตา ให้อานุภาพแห่งความดีทั้งหมดที่เคยทำช่วยนำพาคนที่รักสุดหัวใจกลับมายืนตรงหน้าเขาอีกครั้ง
“จากการส่งนิวเคลียร์พิสัยไกลเข้าโจมตีชายฝั่งยองเปียงเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เหล่าทหารที่ตรึงกำลังอยู่ตรงพื้นที่ดังกล่าวเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ทางคณะรัฐบาลนำโดยประธานาธิบดี ลี มยอง บัค และผู้บัญชาการทหารสูงสุดกำลังเร่งพิจารณาถึงแผนโต้กลับการโจมตีของฝ่ายเกาหลีเหนือ ซึ่งทางสถานีจะรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าให้ทราบในโอกาสต่อไป สำหรับรายนามผู้เสียชีวิตที่สามารถยืนยันได้มีดังต่อไปนี้ พลทหารคิมกุกจอง สังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน...พลทหารซุนจินโม พลทหารอีจุนกี พลทหารพัคเมียงซอ พลทหารชองยุนโฮ พลทหารซงซูน พลทหาร.... ขอทวนให้ทราบอีกครั้ง สำหรับรายนามผู้เสียชีวิตที่สามารถยืนยันได้มีดังต่อไปนี้พลทหารคิมกุกจอง สังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน...พลทหารซุนจินโม พลทหารอีจุนกี พลทหารพัคเมียงซอ พลทหารชองยุนโฮ.... ”
เพราะแจจุงเป็นคนไม่ดีใช่ไหมพระองค์จึงไม่ทรงเมตตา
เสียงผู้ประกาศข่าวถูกกลบด้วยเสียงหวีดหวึ่งที่ดังอึงอยู่ในหู แจจุงยืนนิ่งไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ ขนอ่อนที่ท้ายทอยลุกซู่ ความชาแล่นริ้วไปทั่วตัว หมดแรงที่จะพูด หมดแรงที่จะคิด สมองว่างเปล่าขาวโพลน ความจริงที่ประดังเข้ามาทำให้น้ำหยดเล็กๆก่อตัวที่หางตาแดงกล่ำ ก่อนที่หยดน้ำเหล่านั้นจะทิ้งตัวลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก พร้อมกับหัวใจของเจ้าตัวที่มันกำลังดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งการสูญเสียในที่สุด
“คุณแม่ขา ช่วยด้วยค่ะน้าแจจุงเป็นลมไปแล้ว”
.
.
.
แจจุงปรือตาขึ้นช้าๆเมื่อรู้สึกถึงไอเย็นจากน้ำค้างที่หยดลงมาตรงปลายเท้า ดวงตากลมกระพริบถี่ก่อนกวาดมองไปรอบกายที่เต็มไปด้วยหมอกจางๆ ร่างผอมลุกขึ้นยืน มือเรียวปัดเศษหญ้าสีเขียวที่ติดอยู่ตามลำแขนออก แจจุงคลี่ยิ้มขณะสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยมาตามสายลม ไกลออกไปเบื้องหน้าคือทุ่งกุหลาบสีขาวฉาบด้วยแสงสีทองของพระอาทิตย์ งดงามราวกับโลกแห่งความฝันที่คิมแจจุงคนนี้ถวิลหามาทั้งชีวิต
ร่างผอมสาวเท้าไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อน ดวงตาคู่สวยทอประกายความดีใจเมื่อสบเข้ากับใบหน้าอันแสนคุ้นเคย แจจุงเอื้อมไปสัมผัสตรงแก้มกร้านเปื้อนยิ้มของคนตรงหน้า
“เชื่อไหมว่าฉันปลูกดอกไม้พวกนี้เองกับมือ สวยใช่ไหม...ดอกไม้ของแจจุง” เสียงทุ้มเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน เจ้าของชื่อจรดริมฝีปากลงบนแก้มของอีกฝ่ายก่อนจะไล้คลอเคลียไปจนถึงปลายจมูกคมสัน ลมหายใจอุ่นๆทำให้หัวใจอิ่มเอมราวกับล่องลอยอยู่ท่ามกลางปุยเมฆ
แต่อย่างที่ใครต่อใครพูดกันว่าความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นาน
เข็มนาฟิกาไม่มีทางเดินถอยหลังกลับ
โลกแห่งความจริงนั้นโหดร้าย
.
.
.
หยดน้ำตารินไหล เมื่อลมหายใจอุ่นๆเปลี่ยนเป็นไอเย็นยะเยือก ดวงอาทิตย์เลือนหาย เหลือเพียงท้องฟ้าสีทมิฬอันแสนเวิ้งว้าง ดอกกุหลาบกลายเป็นซากไม้แห่งเหี่ยว คนตรงหน้าหายไปแล้ว ความว่างเปล่ากำลังกัดกร่อนหัวใจให้แตกสลาย
“คุณแม่ขา น้าแจจุงฟื้นแล้ว”
แจจุงตื่นจากความฝันพร้อมกับหัวใจที่แหลกเหลว เหล่าทหารกล้าถูกพากลับบ้านอย่างสมเกียรติในฐานะวีรบุรุษผู้หลั่งเลือดเพื่อแผ่นดิน พิธีศพของชองยุนโฮอดีตนักร้องชื่อดังจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่กวางจูท่ามกลางความโศกเศร้าของคนในครอบครัวและเพื่อนพ้อง ตลอดจนเหล่าแฟนคลับที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อไว้อาลัยบุคคลอันเป็นที่รักเป็นครั้งสุดท้าย
คิมแจจุงเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของเทพเจ้าแห่งโลกตะวันออกที่ไม่ได้ไปร่วมงานศพของอดีตเพื่อนร่วมวง สื่อต่างๆจึงพาดหัวข่าวกันอย่างสนุกปากว่ามิตรภาพของพวกเขาพังทลายลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อสีปีก่อน ความบาดหมางระหว่างเพื่อนเป็นเรื่องจริงที่ได้รับการยืนยันผ่านความตายของชองยุนโฮอดีตหัวหน้าวง
แต่ใครจะรู้ว่าความรู้สึกภายในใจของแจจุงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เหตุผลของแจจุงนั้นง่ายและไม่ซับซ้อน มนุษย์ทุกคนย่อมไม่เลือกวิธีการที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข คิมแจจุงก็แค่หาทางออกให้กับตัวเอง เขาก็แค่พอใจกับการตัดขาดกับผู้คนภายนอก เขาก็แค่พอใจกับการขังตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝันที่โอบล้อมด้วยกุหลาบสีขาวกลิ่นหอม โลกที่มีปุยเมฆลอยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของคิมแจจุงกับชองยุนโฮ...ก็เท่านั้น
“ฮึก...ยุนโฮ..ฉันรออยู่นะ ฮึก...เมื่อไหร่นายจะกลับมาสักที”
.
.
.
วันเวลาเคลื่อนผ่าน ดอกมูกุงฮวาแย้มกลีบสีหวาน ใบไม้ผลิบานสะพรั่งเต็มต้น ชางมินทิ้งกายลงบนพื้นหญ้าอย่างระมัดระวังก่อนวางไม้เท้าที่กลายมาเป็นอวัยวะชิ้นที่สามสิบสามลงข้างตัว เส้นเอ็นที่ขาซ้ายของเขาถูกกระสุนจากฝ่ายตรงข้ามเจาะผ่านจนขาดกระจุย กระดูกบางส่วนแตกต้องตัดต่อใหม่ ที่ยังเดินไปไหนมาไหนได้ก็เพราะเหล็กเนื้อดีที่ฝั่งอยู่ใต้ขา
บางครั้งเขาก็รู้สึกสังเวชใจที่ท้ายที่สุดแล้วต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ชางมินก็ยังพร่ำบอกกับตัวเองว่าเหล็กเองซวยชิ้นนี้คือกำไรของชีวิต ชิมชางมินมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี แถมยังราคาแพงหูฉี่เสียด้วย เป็นไอ้เป๋ขากระเผลกก็ยังดีกว่าไม่มีขาให้เดิน
สงครามทำให้เกิดความสูญเสียไปทั่วทุกย่อมหญ้า หลายคนต้องกลับบ้านในสภาพไร้แขน ไร้ขา หรือไม่ก็เป็นเพียงก้อนเนื้อเน่าเปื่อยไร้ลมหายใจ ชางมินนึกขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เขามีชีวิตรอดกลับมาได้ ถึงไม่สมบูรณ์เหมือนกับตอนขาไป แต่เขาก็ยังมีโอกาสได้กลับมาเจอครอบครัว ได้กลับมาเจอเพื่อนฝูง ได้กลับมายืนตรงหน้าแม่น้ำฮันที่เขาเพิ่งรู้ว่าแม่น้ำสายชีวิตแห่งนี้ช่างงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
และที่สำคัญ ชางมินอยากขอบคุณอะไรก็ตามที่ช่วยนำทางให้เขาได้กลับมาทำภารกิจชิ้นสุดท้ายของตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์เสียที
“อากาศเย็นขนาดนี้ทำไมไม่หาอะไรอุ่นๆใส่ล่ะพี่” ชางมินถอดผ้าพันคอออกแล้วเอาไปห่มไหล่คนข้างๆที่นั่งห่อตัวคุดคู้เพราะอุณหภูมิลดต่ำ เขาไม่เคยนับว่าเวลาผ่านไปนานแต่ไหนนับจากวันที่เขาโทรไปลาอีกฝ่ายก่อนออกเดินทางไปรับใช้ชาติ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนตรงหน้าทำเอาชางมินหมดคำพูด
คิมแจจุงเปลี่ยนไปแทบเป็นคนละคน ไม่เหลือเค้าของความเจิดจ้าอย่างที่เป็นมา ผมที่เคยย้อมสีให้ดูมิติสว่างไสวกลับมาอยู่ในสภาพดำสนิท แถมยาวเลยบ่าอย่างไม่เป็นทรงราวกับเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจกับการงอกเงยของมันมากนัก ใบหน้าที่เคยขาวใสกลับซูบตอบไร้สี เช่นเดียวกับร่างกายที่ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
“จำได้ไหมที่ผมเคยบอกว่าคนอย่างชิมชางมินไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกเท่าไหร่ พี่รู้หรือเปล่าความจริงแล้วผมโกหก” คนพูดกลั้วหัวเราะ
“ความจริงผมอยากเป็นผู้ชายโคตรเท่ห์ที่ใครเห็นก็ต้องเอ่ยปากชม ชางมินหล่ออย่างนั้น ชางมินหล่ออย่างนี้” ชายหนุ่มพูดขณะทอดสายตาไปยังแม่น้ำสีเข้มเบื้องหน้า
“แต่พี่ดูผมตอนนี้สิ ไม่มีตรงไหนให้พูดว่าเท่ห์ได้เลยใช่ไหม” ชางมินเหลือบมองอีกฝ่ายที่หางตาเริ่มแดงกล่ำ
“แต่ว่าผมไม่ใช่ผู้วิเศษนี่ ผมเปลี่ยนความจริงที่มันเกิดขึ้นแล้วไม่ได้หรอก ไอ้เหล็กเฮงซวยนี่มันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ต่อให้ขยะแขยงมันแค่ไหน ต่อให้เกลียดมันแค่ไหน ผมก็ต้องยอมรับมันให้ได้” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“เหมือนกับที่พี่ยูชอนต้องยอมรับว่าจากนี้ไปจะเหลือแขนแค่ข้างเดียว เหมือนกับไอ้คยูที่มันต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในโลกมืด ไม่มีวันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอย่างที่มันชอบอีก” ชางมินพูดต่อ ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่จะทำให้คนอย่างชิมชางมินหวาดหวั่นได้อีก ความเป็นหรือความตาย ความทรมาน เขาเห็นมันมาหมดแล้วผ่านกองไฟแห่งสงคราม
ชางมินคลี่ยิ้มน้อยๆขณะเช็ดหยดน้ำออกจากหางตาของอีกฝ่าย จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยเช็ดน้ำตาให้คนที่จากไปไกลโดยมีแม่น้ำฮันเป็นพยานเช่นกัน
“ลูกผู้ชายร้องไห้ได้ไม่เกินสามครั้งไม่ใช่เหรอพี่” เด็กหนุ่มถามติดตลก ก่อนหยิบของสำคัญที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อโคทมาวางตรงฝ่ามือของคนเป็นพี่
“ขอโทษที่แผลหายช้าไปนิด ความจริงผมควรเอามาให้พี่นานแล้ว”
แจจุงเงยหน้าขึ้นมองของที่อยู่ในมือ สมุดปกหนังสีเลือดหมูกับพวงกุญแจอีกหนึ่งพวงที่มีแหวนสีเงินรูปทรงแปลกตาร้อยอยู่ในนั้นด้วย ดวงตาซูบคล้ำเหลือบมองชางมินด้วยความสงสัย
“อ่านดูสิ แล้วพี่จะเข้าใจ” น้องเล็กของวงคลี่ยิ้ม เขาละสายตาจากคนข้างกายก่อนจะหันกลับไปมองสายน้ำเบื้องหน้า
เงาของพระอาทิตย์ที่สะท้อนอยู่บนผืนน้ำช่างงดงาม แสงสีส้มทอระยิบระยับยามระลอกคลื่นเคลื่อนผ่าน ธรรมชาติสร้างให้ทุกอย่างมีความงามอยู่ในตัวเอง ความสุข ความสนุก ความทุกข์ ความเศร้า หรือแม้กระทั่งความตาย ชางมินยิ้มพราย จมูกโด่งคมสูดกลิ่นกุหลาบที่ลอยมาจากที่ไหนสักที่อันไกลโพ้น ก่อนจะปล่อยให้สมุดบันทึกทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวมันเองช้าๆ ทีละหน้า...ทีละหน้า
27/07/2011
“.....คาลาซคือชื่อเรียกอีกชื่อของปืนอาก้า แจจุงรู้ไหมว่ามันอาก้าคือปืนไรเฟิลที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงที่สุดในโลก กระสุนที่หลุดออกมาจากปลายปืนจะบดขยี้และสร้างสะเก็ดเข้าไปในเนื้อเยื่อจนคนทีถูกยิงสิ้นใจอย่างทรมานในที่สุด ครูปาร์คเล่าเรื่องของคาลาซที่เป็นคนสร้างปืนชนิดนี้ให้พวกเราฟังด้วย ครั้งหนึ่งมีคนถามคาลาชว่าคุณนอนหลับได้อย่างไรในเมื่ออาวุธที่คุณประดิษฐ์ได้ฆ่าชีวิตของผู้คนไปมากมาย รู้ไหมเขาตอบว่าอะไร ฉันว่ามันเฉียบคมมากๆเลย....
เขาบอกว่าเขานอนหลับสนิททุกคืน มันไม่ใช่ความผิดของเขา พวกนักการเมืองต่างหากที่สมควรถูกตำหนิเพราะไม่สามารถตกลงกันได้อย่างสันติและสะสางปัญหาโดยไม่ต้องใช้อาวุธ ปืนของผมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องปิตุภูมิเท่านั้น…
คุณคาลาซนี่เยี่ยมไปเลยเนอะแจจุง.....”
1/08/2011
“.....แจจุงวันนี้ฉันได้เพื่อนใหม่ด้วยชื่อคงยอนชอน แต่เขาชอบให้คนอื่นเรียกตัวเองว่ามิสเตอร์คงมากกว่าเพราะมันฟังดูเท่ดี ตลกใช่ไหม ไอ้คำว่ามิสเตอร์มันทำให้เท่ขึ้นตรงไหนไม่ทราบ หมอนั่นพูดเก่งชะมัด เล่าได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ว่าแต่หมอนั่นมาจากจอนลาโดด้วยล่ะ เราสองคนเลยจ้อภาษาถิ่นกันสนุกปาก...เหมือนฉันได้กลับไปที่กวางจูเลย.....”
15/08/2011
“......แจจุงได้ข่าวจุนซูกับยูชอนบ้างหรือเปล่า ฉันได้ยินคนในกองพูดกันว่าสถานการณ์ที่อินชอนก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เผลอๆอาจลามเข้าไปถึงโซลด้วย ฉันน่ะไม่ค่อยห่วงจุนซูหรอก แต่กับยูชอนนี่สิ...เจ้านั่นบอบบางจะตาย แค่อากาศเปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อยก็ไข้กินแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง...”
26/08/2011
“.....น้องเล็กของเรานี่มันน่ากลัวจริงๆ แดดเปรี้ยงขนาดนี้ยังทำอะไรชิมชางมินไม่ได้ แจจุง...ตอนนี้ฉันตัวดำปิ๊ดปี๋ แถมจมูกยังไหม้แดดอีกต่างหาก หมดหล่อเลย ไม่เหมือนชางมินหรอก ไม่รู้จะหล่อไปไหน
วันนี้หน่วยของชางมินเดินทางมาสบทบที่ยองเปียง น้องของเรายืนอยู่ตรงหัวแถว สูงเด่น ดูสง่ากว่าคนอื่นๆ ตอนที่ฉันได้เห็นชางมิน ฉันก็เข้าใจขึ้นมาเลยว่าทำไมแม่ถึงได้น้ำตาไหลตอนที่เห็นฉันใส่ชุดทหาร มันตื้นตันใจบอกไม่ถูกอย่างนี้นี่เอง เจ้าน้องเล็กตัวแสบของเราเติบโตเป็นลูกผู้ชายที่สง่างามมากจริงๆ...”
05/09/2011
“.....ใครจะไปเชื่อว่าคนอย่างคงยองชอนยังไม่เคยมีจูบแรก ไม่น่าเชื่อใช่ไหม หมอนั่นอายุตั้งยี่สิบห้าแล้ว ถ้าแจจุงได้มาเจอมิสเตอร์คงตัวจริงล่ะก็ต้องคิดแบบเดียวกันกับฉันแน่นอน หมอนั่นดูกะล่อนจะตาย...งงใช่ไหมว่าฉันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร อยากรู้ล่ะสิ ฮ่าๆๆ บอกให้ก็ได้...เรื่องจูบแรกไง ฉันเองก็เล่าเรื่องจูบให้คนอื่นฟังเหมือนกัน แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องจูบแรกหรอก มันคือเรื่องจูบที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตต่างหาก นายเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างหรือเปล่า แต่เอาเถอะ ฉันจะเล่าให้ฟังอีกครั้งก็ได้...
ตอนนั้นแฟนของฉันออกไปดื่มและโทรมาหาฉัน เขาขอให้ฉันพากลับบ้าน พอไปถึงที่ร้าน เขาก็สั่งให้ฉันจูบเขาตอนนั้นที่นั่นเลย...ฉันเองก็ลังเลว่าจะจูบหรือไม่จูบดีเพราะว่าตรงนั้นมีแฟนเพลงสองสามคนยืนอยู่ สุดท้ายแฟนของฉันก็พูดขึ้นมาว่า…
เห็นไหม? นายมันก็เป็นแบบนี้ ยังไงเสียก็ยังมีกำแพงขวางกั้นระหว่างเราอยู่...
รู้ไหมฉันเสียใจตอนที่ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น ฉันเลยดึงฮู้ทที่สวมอยู่ขึ้นมาปิดหน้าและจูบเขา...
จูบในวันนั้นยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยลืมเลือน
แล้วนายล่ะแจจุง นายจำจูบในวันนั้นได้ไหม นายยังจำมันได้หรือเปล่า.....”
13/09/2011
“.....เมื่อคืนนี้ฉันฝันถึงพ่อแม่แล้วก็จีฮเยด้วย มันเป็นความฝันที่น่าเศร้าอย่างไรก็ไม่รู้ ฉันฝันว่าได้กลับไปที่กวางจู แต่ไม่รู้ทำไมพ่อกับแม่ถึงเอาดอกเบญจมาศสีขาวมาวางไว้เต็มบ้านไปหมด เดินไปทางไหนก็มีแต่กลีบสีขาวส่งกลิ่นฉุนตลบอบอวล แสบจมูกชะมัด แต่ที่สำคัญ..พวกท่านไม่ยอมพูดกับฉันเลย ถามอะไรก็ไม่ตอบ เรียกเท่าไหร่พ่อกับแม่ก็ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น สีหน้าของพ่อนิ่งสนิท แต่ฉันดูออกว่าท่านกำลังเศร้า แม่เองก็เอาแต่ร้องไห้ จีฮเยก็ร้องไห้จนตาบวมเหมือนกัน ไม่เข้าใจเลยว่าทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด...ฝันแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไรเหรอแจจุง....”
24/09/2011
“.....ฉันเกลียดเสียงระเบิดตรงริมหาดนั่นที่สุดในโลก ให้ตายเถอะ เชื่อไหมว่าขนาดตอนนอนฉันยังได้ยินไอ้เสียงบ้านั่น น่ารำคาญชะมัด.....”
02/10/2011
“.....จำเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงที่เราเคยดูด้วยกันได้ไหม ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าหญิงกราราเดียลแห่งเมืองเอลฟ์ถึงได้มอบสว่างให้กับโฟรโดแทนที่จะเป็นของล้ำค่าอย่างอื่น...
เวลาที่ทุกอย่างรอบตัวดำมืด หัวใจของเราก็หม่นหมองและมืดมิดไปด้วย ทั้งเหน็บหนาว ทั้งอ้างว้าง ราวกับยืนอยู่คนเดียวลำพังบนแผ่นน้ำแข็งที่ใกล้จะจมลงในมหาสมุทร...
แจจุง วันนี้ท้องฟ้าที่ยองเปียงมืดมากเลย มืดเสียจนมองไม่เห็นดาวสักดวง…ถ้ามีแจจุงอยู่ด้วยทุกอย่างคงสว่างไสว...สว่างยิ่งกว่าแสงของเจ้าหญิงกาลาเดรียลไช่ไหม...”
09/10/2011
“แจจุง...มิสเตอร์คงตายแล้ว เมื่อวานนี้เอง
กระสุนเจาะเข้ากลางอก.....ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะแจจุง ทั้งที่เมื่อวานหมอนั่นยังเล่าเรื่องตลกให้พวกเราฟังอยู่เลย หมอนั่นเคยพูดว่าพวกเราทุกคนจะได้เดินทางกลับบ้านอย่างผู้ยิ่งใหญ่...
ศพของพวกทหารจะถูกห่อด้วยผ้าดิบสีขุ่นก่อนจะบรรจุลงโลงไม้สีมะฮอกกะนีแล้วคลุมทับด้วยคลุมด้วยธงชาติในฐานะคนที่พลีชีพอย่างสมเกียรติ
มันยิ่งใหญ่อย่างที่มิสเตอร์คงว่านั่นแหละ สำหรับพวกเราการสละเลือดเพื่อแผ่นดินย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับคนข้างหลังที่รอการกลับไปของพวกเราล่ะ บางทีเกียรติภูมิพวกนั้นมันเรียกลมหายใจของคนที่ตายไปแล้วกลับคืนมาไม่ได้หรอก พอคิดอย่างนั้น มันก็…ฉันอยากร้องไห้จังเลยแจจุง.....”
15/10/2011
“....ฉันคิดถึงแจจุงมากเลย คิดถึงจนแทบทนไม่ไหว คิดถึงจนต้องทำอย่างนั้นอีกแล้ว
อย่าเพิ่งเบื่อนะ ไม่เห็นต้องทำแก้มป่องอย่างนั้นเลย เอาน่ามาทำเรื่องน้ำเน่ากันอีกสักรอบดีกว่า
เอาล่ะแจจุง...หลับตาลงช้าๆ แล้วเอามือทาบลงตรงหัวใจ
แจจุงเห็นฉันไหม....
วันนี้ฉันได้ยินเสียงระเบิดชัดมากกว่าทุกวัน เหมือนกับว่าระเบิดมันมีขาแล้วกำลังวิ่งใกล้เข้ามาทางฉันเรื่อยๆ
เมื่อวานนี้รถถังของเราถูกไฟไหม้ไปสามคัน ทุกอย่างมันเลวร้ายจนเกินบรรยายแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกกลัว กลัวจริงๆนะแจจุง
ฉันไม่มั่นใจหรอกว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า
ไม่มีอะไรแน่นอนใช่ไหม ...ทั้งที่ลมหายใจมันอยู่กับตัวเรา
ถ้าอย่างนั้นฉันขอขี้โกงนิดหนึ่งแล้วกัน...
เผื่อว่าฉันไม่มีโอกาสได้พูดอีก
ฉันขอบอกแจจุงไว้ล่วงหน้า ทั้งในส่วนของวันนี้ วันพรุ่งนี้ วันมะรืน แล้วก็ตลอดไป
ฉันรักแจจุง.....”
หมึกสีดำสิ้นสุดการเดินทางที่หน้านั้นเป็นหน้าสุดท้าย เสียงสะอื้นที่ดังปริ่มจะขาดใจเป็นสัญญาณที่บอกให้ชางมินรับรู้ว่าตนได้ทำภารกิจลุล่วงแล้ว
นั่นคือลางสังหรณ์ บางทีพี่ยุนโฮคงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสได้กลับมาเฉกเช่นเดียวกับทหารส่วนใหญ่ที่ถูกส่งไปยองเปียง พี่ยุนโฮถึงได้มอบสมุดบันทึกและกุญแจดอกนี้ไว้ให้กับเขาก่อนที่จะขึ้นเรือไปประจันหน้ากับอีกฝ่ายตรงฝั่งตะวันออกของชายฝั่ง และนั่นคือวันสุดท้ายที่ชิมชางมินได้พบกับชองยุนโฮ
“คุณซูยอนบอกว่าพี่เอาแต่ทำร้ายตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ดื่มแต่เหล้า ข้าวปลาไม่ยอมกิน กลางคืนก็ไม่ยอมนอน” ชางมินพูดตามที่ได้ยินจากเชวซูยอน ผู้หญิงที่ชิมชางมินแอบยกย่องอยู่ในใจเพราะเธอยอมทำทุกอย่างแม้รู้ว่าสุดท้ายแล้วตัวเองอาจไม่ได้อะไรตอบแทน แม้แต่ความรักที่ปรารถนา เธอก็ไม่มีทางได้มันมาครอบครอง
ทั้งครอบครัวและคนรอบข้างต่างต่อว่าต่อขานคุณซูยอนที่ยอมสละตัวเองมาดูแลพี่แจจุงแบบนี้ แต่สำหรับชางมินแล้ว เขาเข้าใจ เขารู้ว่าทำไมเชวซูยอนถึงตัดสินใจเดินบนถนนที่โรยด้วยกรวดแทนที่จะเป็นพรมสีสวยโรยด้วยกีบกุหลาบอย่างที่เธอเคยเดินมาทั้งชีวิต เหตุผลของคุณซูยอนคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่ว่าทำไมคิมแจจุงถึงใช้ชีวิตหลังการจากไปของพี่ยุนโฮได้ตกต่ำถึงเพียงนี้
“ผมไม่ได้บอกให้พี่ลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าพี่ทำไม่ได้ ผมเองก็ทำไม่ได้ แล้วมันก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องลืมด้วย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ความทรงจำมันก็จะเป็นส่วนหนี่งของชีวิตเราไปจนตายนั่นแหละ” ชางมินยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลอยู่ตรงร่องแก้มของคนตัวเล็กกว่า
“ผมไม่ว่าหรอกฮะถ้าพี่เลือกจะอยู่ในโลกที่พี่อยู่แล้วมีความสุข แต่ผมแค่อยากให้พี่เอาตัวเองมาจากโลกใบนั้นแล้วหันมามองโลกแห่งความเป็นจริงที่อยู่รอบตัวบ้าง สักนิดก็ยังดี พระอาทิตย์ทอแสงสีทองทุกวัน ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ดอกมูกุงฮวาผลิบานสะพรั่ง สวยมากเลย พี่เคยได้มองมันบ้างหรือเปล่า” เด็กหนุ่มตั้งคำถาม
“อย่าใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับการหลอกตัวเองว่าสักวันพี่เขาจะกลับมา พี่ยุนโฮไม่มีทางกลับมาหาพวกเราได้อีกแล้ว” ชางมินพูดพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีหม่นของคนตรงหน้า
“ผมไม่รู้ว่าคนเราตายแล้วไปไหน นรกกับสวรรค์มีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าถึงพี่เขาจะกลับมาไม่ได้ เขาก็ไม่ได้จากพี่ไปไหน ชองยุนโฮอยู่ตรงนี้..” ชางมินวางมือลงตรงอกด้านซ้ายของแจจุง
“อยู่ตรงนี้ของพี่ไง รู้หรือเปล่าว่ามีคนเป็นห่วงพี่มากมาย ทั้งคุณลุงคุณป้า พี่ยูชอน พี่จุนซู คุณซูยอน โดยเฉพาะพี่ยุนโฮ สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากระยะเวลาตลอดสิบปีที่เรารู้จักกันมา นั่นก็คือ ถ้าคิมแจจุงไม่มีความสุข ชองยุนโฮก็จะพลอยไม่มีความสุขไปด้วย” น้องเล็กของวงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นี่เป็นกุญแจบ้านที่พี่เขาแอบไปปลูกไว้กะเป็นของขวัญให้พี่” ชางมินมุ่ยปากไปที่ลูกกุญแจบนฝ่ามือของแจจุง
“ผมเคยไปดูมาแล้ว สวยมากเลย พี่ต้องชอบแน่ๆ พี่ยุนโฮเขาตั้งใจกับมันมาก รู้ใช่ไหมฮะ ว่าเพราะอะไร… “ชางมินว่าพลางลูบผมของคนเป็นพี่อย่างเบามือ
“เพราะฉะนั้นพี่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขเท่าที่จะทำได้นะฮะ”
Flash Come
กลิ่นหอมของกัมจาทังที่ลอยมาตามลมพาให้เจ้าหมาน้อยตื่นจากการงีบหลับ แดฮุนทำจมูกฟุดฟิดอย่างน่ารักน่าชังก่อนลุกขึ้นเดินตามหาต้นตอของกลิ่นยั่วน้ำลาย แจจุงมองตามลูกสุนัขตัวน้อยที่กำลังเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน ขณะนั้นเองที่สายตาประสานเข้ากับสายตาของคนที่อยู่ในครัว
ขอโทษ…
ริมฝีปากกระซิบแผ่วเบากับคำพูดสั้นๆที่แจจุงพูดออกมานับครังไม่ถ้วนตั้งแต่วันที่ดึงเชวซูยอนเข้ามาพัวพันในชีวิตของตัวเอง เขารู้ว่าคำขอโทษไม่อาจทดแทนในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องสูญเสียไประหว่างที่ถลำตัวมาอยู่กับคนหัวใจมืดหม่นอย่างเขา เชวซูยอนเกิดมาในชาติตระกูลที่ดีพร้อมขนาดที่คนอย่างคิมแจจุงไม่มีทางเทียบติด แต่กลับต้องมาใช้ชีวิตสุดแสนจะธรรมดาเพียงเพราะกับดักที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น...
เพราะคิมแจจุงเหงา เพราะคิมแจจุงอ้างว้าง สำหรับคิมแจจุงแล้วใครก็ได้ แล้วผู้โชคร้ายที่เดินผ่านเข้ามาในช่วงเวลานั้นก็คือชเวซูยอน แค่เซ็กส์กับคำว่ารักที่เป็นเพียงลมปาก แต่กลับพาให้ชีวิตของอีกคนพังทลาย
ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขายอมรับว่าความรู้สึกที่มีต่อซูยอนนั้นเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่พบกัน เขาเชื่อว่ามันคือความรักความผูกพันรูปแบบหนึ่ง เพียงแค่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับที่ซูยอนรักเขา และความรู้สึกของเราทั้งคู่ก็คงไม่มีวันมายืนอยู่ในจุดเดียวกัน หัวใจของคิมแจจุงไม่ได้ปิดตาย แต่คิมแจจุงไม่สามารถรักใครจากหัวใจได้มากเท่ากับความรักที่มีต่อใครคนนั้นได้อีกแล้ว
ครั้งหนึ่งความผิดที่ถาโถมเข้ามาจากการกระทำอันร้ายกาจของตัวเองผลักดันให้เขาออกปากไล่ซูยอนออกไปจากชีวิต การเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจมอยู่กับคนอย่างคิมแจจุงรังแต่จะทำให้ทรมาน แต่คำตอบที่ซูยอนยิบยื่นกลับมานั้นช่างไม่คู่ควรกับคนหัวใจต่ำช้าอย่างเขาเลยสักนิด..
“.....นายนี่เรื่องมากจริง คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าหัวใจของนายอยู่ที่ไหน คิมแจจุงเอ๋ย เขารู้กันทั่วนั่นแหละ...แต่ว่ามันช่วยไม่ได้นายนี่ ก็ฉันตกหลุมรักนายไปแล้ว จะให้ทำอย่างไรล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก นายจะรักเขาเท่าไหร่ก็รักไปเถอะ ฉันก็จะรักนายในแบบของฉัน เมื่อถึงเวลา…ฉันจะเดินออกไปจากชีวิตนายเอง....”
ในวันนั้น ซูยอนพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่กลับแฝงไปด้วยแววตาอันแสนอ่อนโยน เฉกเช่นแววตาที่กำลังทอดมองมาทางเขาในตอนนี้ แจจุงคลี่ยิ้มตอบซูยอนก่อนจะลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วเดินเข้าไปในทุ่งกุลาบเหมือนที่ทำเป็นประจำทุกวัน
พระอาทิตย์เริ่มลาลับเห็นเพียงแสงสีส้มจางๆตรงเส้นขอบฟ้า สายลมแห่งขุนเขาพาให้กิ่งกุหลาบลู่ไหว แจจุงสาวเท้าเปล่าลึกเข้าไปข้างในก่อนจะหยุดลงตรงเนินเล็กๆกลางทุ่งที่ถูกคลุมด้วยต้นหญ้าสีเขียวอ่อน รอบๆเนินคือดอกไม้สีสันสดใสดูสบายตา เหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นที่พักพิงในช่วงสุดท้ายของชีวิต...
แจจุงทิ้งกายลงตรงเนินหญ้า ฝ่ามือผอมลูบป้ายหินอ่อนขัดมันที่อยู่บนเนินไล่ตั้งแต่อักษรตัวแรกจนถึงอักษรตัวสุดท้าย…
정윤호
Febuary.1986 ~
Together for Eternity
เขายังจำได้ถึงวันที่ฝังเถ้ากระดูกสีขาวบริสุทธ์ลงใต้ผืนดินแห่งนี้ ทุกคำพูด ทุกการกระทำอันแสนอ่อนโยนที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับยังคงฝังตรึงอยู่ในความรู้สึก พ่อของยุนโฮเดินทางมาหาเขาพร้อมกับโถเซรามิคสีงาช้างหนึ่งใบ ฝ่ามือใหญ่ที่ผ่านริ้วรอยแห่งกาลเวลาลูบลงบนหัวของเขาด้วยความเมตตา
“....เมื่อเช้าพ่อเอากระดูกของยุนโฮไปลอยอังคารที่แม่ฮัน มันเป็นพิธีกรรมสำคัญที่จะส่งให้เขาได้ไปอยู่ในสรรค์อย่างสงบสุข แต่พ่อว่ายุนโฮคงไม่ชอบแม่น้ำฮันเท่ากับทุ่งกุหลาบในคังวอนโดหรอกมั้ง แจจุงว่าอย่างนั้นไหม พ่อว่ายุนโฮเขาอยากอยู่กัแจจุงที่นี่มากกว่า....”
แจจุงหยิบใบไม้ที่ร่วงอยู่บนเนินออก พลางหวลคิดถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หลายคนมองว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับการหลอกตัวเองมากเกินไป มันก็อาจจะใช่ คิมแจจุงไม่เถียง แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ มีสักกี่คนรู้ว่าการที่ต้องตื่นมาเผชิญความจริงอันโหดร้ายว่าเราได้สูญเสีญเขาไปแล้วตลอดการนั้นเป็นสิ่งที่ยากต่อการทำใจเพียงไหน เวลาอาจทำให้ความเจ็บปวดบรรเทาเบาบางลงก็จริง แต่เวลาไม่สามารถลบความเจ็บปวดนี้ออกไปจากหัวใจได้
คิมแจจุงไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ได้เบาปัญญาถึงขั้นที่แยกโลกแห่งความเป็นจริงกับการหลอกตัวเองไม่ออก เขารู้ดี รู้ตั้งแต่วันที่ยืนอยู่ตรงหน้าจอโทรทัศน์ว่ายุนโฮได้จากตัวเองไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับมา แต่มันผิดมากหรือเปล่าถ้าเขาเลือกที่จะมีความสุขกับชีวิตแบบนี้
เมื่อก่อนเขาฝันที่จะมีบ้านหลังใหญ่ๆ มีทรัพย์สินเงินทองมากมายไว้ซื้อความสุขให้ตัวเองและครอบครัว อยากเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนชื่นชอบ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิตมันไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อที่จับต้องไม่ได้ แต่มันความอิ่มเอิบในหัวใจยามที่เราได้อยู่ใกล้คนที่รัก และการได้อยู่กับยุนโฮก็คือความสุขทั้งหมดที่เขาต้องการ
“ชองยุนโฮ วันนี้อากาศดีนะว่าไหม เมื่อเช้าฉันแต่งเพลงใหม่ไปได้ครึ่งเพลงสมองก็ตันแล้ว แต่งต่อไม่ไหว ฉันเลยเอากุหลาบไปลงที่ตีนเขาแทน หวังว่ามันจะโตเร็วๆนะ ทางนู้นเป็นอย่างไรบ้างยุนโฮ เวลาหลับตาแล้วเอามือทาบตรงหัวใจน่ะฉันเห็นแต่นาย เลยไม่รู้ว่ารอบๆตัวนายเป็นอย่างไรบ้าง อากาศดีหรือเปล่า ดอกไม้ที่นู่นบานสะพรั่งเหมือนที่นี่ไหม...บอกวิคกับแทพุงด้วยนะว่าหลานๆของพวกมันกินเก่งชะมัด ตัวจะสูงถึงเอวฉันอยู่แล้ว” แจจุงพูดพลางกลั้วหัวเราะ
“นายหนาวหรือเปล่า ถ้านายหนาวฉันจะกอดนาย ฉันเคยบอกนายแล้วใช่ไหม ไม่ว่าจะหนาวเหน็บขนาดไหน ฉันจะทำให้นายอบอุ่นให้ได้” ร่างบางทอดกายลงบนเนินหญ้า
“ยุนโฮ....ถ้าเวลาของฉันมาถึง ฉันจะมานอนอยู่ตรงนี้...อยู่ข้างๆนาย” ร่างบางลูบเนินดินอย่างแผ่วเบา
“เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป” แจจุงคลี่ยิ้มจากหัวใจ
“ฉันรักนายเหมือนทุกๆวัน คำนี้แปลนิรันดร์ใช่ไหม งั้นคิมแจจุงจะรักชองยุนโฮแบบนั้น ความรักของฉันมีจุดเริ่มต้นแต่ไม่มีจุดสิ้นสุด”แจจุงเอื้อนเอ่ยก่อนจุมพิตลงไปบนเนินหญ้า
“พระอาทิตย์จวนจะตกหมดแล้ว…ได้เวลากลับบ้านของเราแล้วนะยุนโฮ”
The End



Create a playlist at MixPod.com